ประกาศ แจ้งกำหนดการงานอาบน้ำเพ็ญลอยโคมยี่เป็งและหล่อพระวันที่ 4 ธ.ค. 54
เนื่องจากปัจจุบันเกิดปัญหาอุทกภัย ที่สร้างความเดือดร้อน ให้กับบรรดา สาธุชนและพุทธศาสนิกชนทุกหย่อมหญ้า ทางวัดจึงขอเลื่อน กิจกรรม อาบน้ำเพ็ญลอยโคมยี่เป็ง ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 ตามกำหนดการเดิมนั้น มาจัดพร้อมกับพิธี เทเงินแท่งทองแท่งหล่อพระ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2554 โดยมีกำหนดการดังนี้
10.00 น. เริ่มพิธีเทเงินหล่อพระ
13.39 น. สืบชะตาหลวง
18.00น. อาบน้ำเพ็ญลอยโคม ยี่เป็ง
จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน สอบถามรายละเอียดโทร 081-917-6583
ฮือฮา!…ปาฏิหารย์ครูบาเจ้าบุญคุ้มพระอาทิตย์ทรงกลศขณะอัญเชิญพระขึ้นเจดีย์
ทำเอานักข่าวสื่อมวลชน และบรรดาลูกศิษย์ ที่มาร่วมงานพิธี สลากภัตร ฮือฮา ไปตามๆกันเมื่อเกิดปรากฏการ พระอาทิตย์ทรงกลส ขึ้นในเวลาประมาณ14.00 น ระหว่างทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปปางยืน ประจำตระกูลของบรรดาญาติโยม ที่ร่วมทำบุญ บรรจุพระพุทธรูป 48 องค์ ไว้ในเจดีย์เกตุแก้วมณี(เจดีย์ คุ้มสุข) เพราะเวลาขณะนั้นไม่ใช่เวลาเที่ยงตรง แต่กลับเกิดประกฏการณ์ พระอาทิตย์ทรงกลส เต็มวง สวยงามเป็นที่น่าอัศจรรย์ เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีกลุ่มเมฆที่รวมตัวกันคล้ายหัวพญานาค ลอยเข้ามาในวงรัศมี พระอาทิตย์ทรงกลสอีกด้วย ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธา จากลูกศิษย์ที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี งานนี้ก็เรียกได้ว่า ทุกคนร่วมเปล่งวาจาสาธุ การกันถ้วนหน้าพร้อมกับรับบุญอิ่มเอิบกลับบ้านกันทุกคน
ขอเชิญศิษยานุศิษย์ร่วมมหาบารมีเป็นเจ้าภาพทอดมหากฐินสามัคคี
ขอเชิญศิษยานุศิษย์ร่วมมหาบารมีเป็นเจ้าภาพทอดมหากฐินสามัคคี และเป็นเจ้าภาพร่วมสร้างพระใหญ่ทำด้วยเนื้อเงินสูง 10 เมตร ประดิษฐานบนยอดดอยบุญคุ้ม ณ วัดดพธิสัตว์ บรรพตนิมิต
ในวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2554 (แรม 1 ค่ำ เดือน 11 )
09.30 ร่วมตักบาตรเทโว ข้าวสารอาหารแห้ง 15 ชุด
11.00 แห่องค์มหากฐิน
12.30 ทอดกฐินสามัคคั
13.39 เทเทองหล่อพระใหญ่
*โปรดแต่งกายสุภาพ ชุดขาว พร้อมรับวัตถุมงคล จากครูบาเจ้าบุญคุ้มเพื่อเป็นศิริมงคล
ว่าด้วยเรื่องของ”กฐิน” นั้นเป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้ โดยคำว่ากฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท
การได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน[1] ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย
ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านาน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุุุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน
กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง 1 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันเพ็ญเดือน 12) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน
จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีกวันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ไม่ปรากฏประเพณีการทอดกฐินชนิดนี้ในประเทศพุทธเถรวาทประเทศอื่น สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการทอดจุลกฐินมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หน้า 268 ว่า “ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) โปรดให้ทำจุลกฐิน” ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่านั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า “กฐินแล่น” (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)
เค้ามูลของการทำจีวรให้เสร็จในวันเดียว ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถา กล่าวถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้ารับสั่งในคณะสงฆ์ในวัดพระเชตวันร่วมมือกันทำผ้าไตรจีวรเพื่อถวายแก่พระอนุรุทธะผู้มีจีวรเก่าใช้การเกือบไม่ได้แล้ว โดยในครั้งนั้นเป็นงานใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงช่วยการทำไตรจีวรด้วย โดยทรงรับหน้าที่สนเข็มในการทำจีวรครั้งนี้ด้วย
สาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องมาจากกำหนดการกรานกฐินนั้นมีระยะเวลาจำกัด และพระสงฆ์ไม่สามารถขวนขวายดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ (เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) จึงอาจมีบางวัดที่ใกล้กำหนดหมดฤดูกฐินแต่ยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวาย) ทำให้ในสมัยก่อนเมื่อใกล้เดือน ๑๒ (หมดฤดูกฐิน) มักจะมีผู้ศรัทธาตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงต้องเร่งรีบขวนขวายจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมกันจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จก่อนหมดฤดูกฐิน (เพราะสมัยก่อนไม่มีผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปสำหรับขาย) การร่วมมือกันจัดทำจุลกฐินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี
มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้
คำถวายผ้ากฐินภาษาบาลี แบบเก่า
- บทปุพพภาคนมการ
- นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ” (๓ จบ)
- กล่าวคำถวายผ้ากฐิน
- อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม
- ทุติยมฺปิ อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม
- ตติยมฺปิ อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม
- สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ หิตาย สุขาย
- กล่าวคำแปล
- ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์
- ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ แม้ในวาระที่สอง
- ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ แม้ในวาระที่สาม
- ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งผ้ากฐิน กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญฯ
- คำถวายผ้ากฐินภาษาบาลี แบบใหม่
- บทปุพพภาคนมการ
- นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ” (๓ จบ)
- กล่าวคำถวายผ้ากฐิน
- อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม,
- สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ, อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ, ปฏิคฺคณฺหาตุ,
- ปฏิคฺคเหตฺวา จ, อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ, อมฺหากํ
- ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย
- กล่าวคำแปล
- ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินกับทั้งผ้าบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐิน ด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ.
- เกร็ดในงานถวายผ้ากฐินในประเทศไทย
- ๑. สมัยโบราณนิยมแห่ผ้ากฐินไปทอดตามวัดต่าง ๆ โดยอาศัยเรือเป็นสำคัญ การเดินทางไปตามลำน้ำมักมีอันตรายจากสัตว์น้ำต่าง ๆ เนือง ๆ เช่น จระเข้ขึ้นมาหนุนเรือให้ล่ม ขบกัดผู้คนบ้าง คนแต่ก่อนหวั่นเกรงภัยเช่นนี้ จึงคิดอุบายทำธงจระเข้ปักหน้าเรือไปเป็นทำนองประกาศให้สัตว์ร้ายในน้ำ เช่น จระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่และดุร้ายกว่าสัตว์อื่นๆ ในน้ำ ให้รับทราบการบุญการกุศล จะได้พลอยอนุโมทนาและมีจิตใจอ่อนลง ไม่คิดที่จะทำอันตรายแก่ผู้คนในขบวนซึ่งเดินทางไปประกอบพิธีการทางศาสนา
๒. เนื่องจากถือกันว่าดาวจระเข้เป็นดาวสำคัญ การเคลื่อนขบวนทัพในสมัยโบราณต้องคอยดูดาวจระเข้ขึ้น ซึ่งเป็นเวลาจวนสว่างแล้ว การทอดกฐินเป็นพิธีทำบุญที่มีอานิสงส์ไพศาลเพราะทำในเวลาจำกัด มีความสำคัญเท่ากับการเคลื่อนขบวนทัพในชั้นเดิมผู้จะไปทอดกฐินต้องเตรียมเครื่องบริขารและผ้าองค์กฐินไว้อย่างพร้อมเพรียง แล้วแห่ไปวัดในเวลาดาวจระเข้ขึ้น ไปแจ้งเอาที่วัด ต่อมาจึงมีผู้คิดทำธงจระเข้โดยถือว่า ดาวจระเข้เป็นดาวบอกเวลาเคลื่อนองค์กฐิน
๓. มีเรื่องเล่าว่า มีอุบาสกคนหนึ่งนำองค์กฐินแห่ไปทางเรือมีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญในการทอดกฐิน จึงว่ายน้ำตามเรืออุบาสกนั้นไปด้วย แต่ไปได้พักหนึ่งจึงบอกแก่อุบาสกนั้นว่า ตนตามไปด้วยไม่ได้แล้วเพราะเหนื่อยอ่อนเต็มที ขอให้อุบาสกจ้างช่างเขียนภาพของตนที่ธง แล้วยกขึ้นไว้ในวัดที่ไปทอดด้วยอุบาสกรับคำจระเข้แล้วก็ทำตามที่จระเข้สั่ง ตั้งแต่นั้นมาธงรูปจระเข้จึงปรากฏตามวัดต่าง ๆ ในเวลามีการทอดกฐิน
อนึ่ง มีข้อความในจาตุมสูตรตอนหนึ่ง แสดงภัยที่จะเกิดกับพระไว้ ๔ อย่างด้วยกัน ซึ่งเปรียบด้วยภัยที่เกิดแก่บุคคลที่ลงในแม่น้ำหรือทะเล คือ
๑. ภัยเกิดแต่ความอดทนต่อโอวาทคำสอนมิได้ ท่านเปรียบเสมือนคลื่น เรียกว่า อุมฺมิภยํ
๒. ภัยเกิดแต่การเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากมิได้ท่านเปรียบเสมือนจระเข้ เรียกว่า กุมฺภีลภยํ
๓. ภัยเกิดแต่ความยินดีในกามคุณ ๕ ท่านเปรียบเสมือนวังน้ำวน เรียกว่า อาวฏฺฏภยํ
๔. ภัยเกิดแต่การรักผู้หญิง ท่านเปรียบเสมือนปลาร้ายเรียกว่า สุสุกาภยํ
พิจารณารูปธงที่ช่างประดิษฐ์ขึ้น จะเห็นว่ามีภัย ๔ อย่างอยู่ครบ ต่างแต่ว่าเด่นมาก เด่นน้อย หรือเป็นเพียงแทรกอยู่ในความหมายที่เด่นมาก คือ รูปจระเข้ รองลงไปคือ รูปคลื่น ส่วนอีก ๒ อย่างคือ รูปวังน้ำวนและปลาร้าย ปรากฏด้วยรูปน้ำเป็นสำคัญ บางรายเขาเพิ่มธงปลาร้ายขึ้นอีกธงหนึ่ง เรียกว่า “ธงมัจฉา”
ธงรูปจระเข้หรือธงรูปนางมัจฉานี้ ปักไว้ที่หน้าวัด เพื่อแสดงให้ทราบว่าที่วัดนี้ได้มีการทอดกฐินแล้ว ผู้ที่ผ่านไปมาจะได้พลอยอนุโมทนาด้วย
รายละเอียดการส่งครูบาเข้านิโรธฯ และรับออกนิโรธ วันที่ 28 มิ.ย. 54
อนึ่งว่าการส่งครูบาเจ้าบุญคุ้มเข้านิโรธกรรมนั้น ขอให้ญาติโยมสาธุชน เตรียมเครื่องสักการะดังนี้
วันส่งเข้านิโรธ 28 มิ.ย. 54 เวลา 20.30 น.
1.ผ้าเช็ดหน้า สีขาว 2 ผืน 2.พวงมาลัยดอกไม้สด 3 พวง
3.น้ำผึ้งบริสุทธิแท้ 1 ขวด 4.น้ำเปล่า 1 ขวด
วันรับออกนิโรธกรรม 2 ก.ค. 54 เวลา 06.39 น.
1.ผ้าขาวบริสุทธิยาว 2 เมตร 2 ผืน 2.น้ำผึ้งบริสุทธิแท้ 1 ขวด
3.น้ำอบไทย 1 ขวด 4.ผ้าไตรจีวร
5.พระพุทธรูปขนาดบูชา 5-9 นิ้ว 1 องค์ 6.ดอกบัวหรือพวงมาลัยดอกไม้สด
หนังสือ มนต์พิธี 1 เล่ม
และในวันออกนิโรธกรรมนั้นหลวงพ่อได้ตั้งจิตอธิษฐาน ปลุกเสกพระรูปเหมือนหลวงพ่อ ขนาด 5 นิ้ว
เป็นเนื้อเงินแท้ สนใขเช่าบูขา องค์ละ 4,999 บาท และเหรียญรุ่นมหาเศรษฐีพันล้าน 25 ศตวรรษ
พร้อมทั้งผ้ายันต์ใส่กรอบ สำหรับประจำบ้านเรือน หรือบริษัท ห้างร้านต่างๆเพื่อความเป็นศิริมงคลและเมตาค้าขาย
บูชา ผืนละ 999 บาท นอกจากนี้ รายได้จากการให้เช่าบูชาวัตถุมงคลทั้งหมด หลวงพ่อจะได้นำไปสมทบทุนส้รางเจดีย๋ 12 นักษัตริย์พระธาตุคุ้มสุข
สนใจร่วมบุญหรือเช่าบูชาวัตถุมงคล ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-917-6583 และ 081-857-6523
28 มิ.ย.54ร่วม ส่งครูบาเจ้าบุญคุ้มเข้านิโรธกรรม 20.00 น.
28 มิ.ย.54ร่วม ส่งครูบาเจ้าบุญคุ้มเข้านิโรธกรรม 20.00 น. ตามที่ทางวัดโพธิสัตว์บรรพตนิมิตได้แจ้งข่าว เกี่ยวกับ กำหนดการรับออกนิโรธกรรมของครูบาเจ้าบุญคุ้มปสันโน แห่งวัดโพธิสัตว์บรรพตนิมิตในวันที่ 2 กรกฏาคม 2554 นั้น บัดนี้ ทางวัดใคร่ขอแจ้งข่าวเกี่ยวกับกำหนดการเข้านิโรธกรรม ของครูบาท่าน คือในวันที่ 28 มิถุนายน 2554 เวลา 20.00 น.นั้น เป็นเวลาสำคัญที่ครูบาเจ้าบุญคุ้มจะเข้านิโระกรรม อนึ่งว่าการเข้านิโรธกรรมเป็นตามแบบของหลวงปู่ครูบาศรีวิชัยลักษณะเป็นการกักตัวแต่ว่าอยู่ด้วยอำนาจสมาธิของตน พิธีการนิโรธกรรม เป็นการตั้งจิตใจให้มั่นคงจากนั้น ภายใน 3-5-7-9 วัน จะไม่ฉันอาหาร ฉันเพียงแต่น้ำที่อยู่ในบาตร
ขังตัวเองอยู่ในกุฏิหรือกระท่อมที่จัดสร้างขึ้นกว้าง 5 วา ยาว 5 วา มีประตูปิดเปิด
ความหมายการเข้านิโรธกรรม คือ
เข้า 3 วัน เปรียบหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เข้า 5 วันคือพระเจ้าห้าพระองค์ พระกะกุสันโธ โกนาคะมะโน กัสสะโป โคตะโมอริยเมตเตยโย
เข้า 7 วัน คือ พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ สังวิทา ปุกะยะปะ
เข้า 9 วัน คือ พระนวโลกุตรธรรมเจ้าเก้าประการ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ดับตัณหาได้สิ้นเชิง
อันหมายถึงพระนิพพาน เป็นคุณสมบัติของพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายและเป็นที่ปรารถนาของนักปฏิบัติที่ พึงเข้าถึงให้ได้การปฏิบัติเข้าออกนิโรธกรรม ดังนั้นผู้ใดได้ ร่วมส่ว พระสงฆ์เข้านิโรธกรรมและ ได้ตักบาตร พระสงฆ์ที่ออกนิโรธกรรม นั้น ถือได้ว่า มีกุศล เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นครูบาเจ้าบุญคุ้ม จึงขอประกาศเชิญชวนญาติโยมสานุศิษย์ทั้งหลายร่วมกิจกรรมดังกล่าวโดยพร้อมเพรียง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.081-917-6583

















































































































































































































































































































































































