ขอเชิญร่วมกิจกรรม ทอดผ้าป่ามหากุศล 25 ธ.ค. นี้

25 ธันวาคม นี้ทางวัดโพธิสัตว์บรรพตนิมิต โดยครูบาเจ้าบุญคุ้มปสันโน ขอเชิญบรรดาสาธุชน ญาติโยม ผู้มีจิตศรัทธา ร่วมงานทอดผ้าป่า สามัคคี ร่วมสร้างศาสนสถาน เพื่อทำนุบำรุงศาสนาสืบไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร081-917-6583

ประมวลภาพงานพิธีหล่อพระ และอาบน้ำเพ็ญ 4 ธ.ค.54

ประกาศ แจ้งกำหนดการงานอาบน้ำเพ็ญลอยโคมยี่เป็งและหล่อพระวันที่ 4 ธ.ค. 54

เนื่องจากปัจจุบันเกิดปัญหาอุทกภัย ที่สร้างความเดือดร้อน ให้กับบรรดา สาธุชนและพุทธศาสนิกชนทุกหย่อมหญ้า ทางวัดจึงขอเลื่อน กิจกรรม อาบน้ำเพ็ญลอยโคมยี่เป็ง ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 ตามกำหนดการเดิมนั้น มาจัดพร้อมกับพิธี เทเงินแท่งทองแท่งหล่อพระ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2554 โดยมีกำหนดการดังนี้

10.00 น. เริ่มพิธีเทเงินหล่อพระ

13.39 น. สืบชะตาหลวง

18.00น. อาบน้ำเพ็ญลอยโคม ยี่เป็ง

จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน สอบถามรายละเอียดโทร 081-917-6583

ประเพณีทอดกฐิน 16 ต.ค. 54

ประมวลภาพพิธี สลากภัตร 18 กันยายน 2554

ฮือฮา!…ปาฏิหารย์ครูบาเจ้าบุญคุ้มพระอาทิตย์ทรงกลศขณะอัญเชิญพระขึ้นเจดีย์

ทำเอานักข่าวสื่อมวลชน และบรรดาลูกศิษย์ ที่มาร่วมงานพิธี สลากภัตร ฮือฮา ไปตามๆกันเมื่อเกิดปรากฏการ พระอาทิตย์ทรงกลส ขึ้นในเวลาประมาณ14.00 น ระหว่างทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปปางยืน ประจำตระกูลของบรรดาญาติโยม ที่ร่วมทำบุญ บรรจุพระพุทธรูป 48 องค์ ไว้ในเจดีย์เกตุแก้วมณี(เจดีย์ คุ้มสุข) เพราะเวลาขณะนั้นไม่ใช่เวลาเที่ยงตรง แต่กลับเกิดประกฏการณ์ พระอาทิตย์ทรงกลส เต็มวง สวยงามเป็นที่น่าอัศจรรย์ เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีกลุ่มเมฆที่รวมตัวกันคล้ายหัวพญานาค ลอยเข้ามาในวงรัศมี พระอาทิตย์ทรงกลสอีกด้วย ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสศรัทธา จากลูกศิษย์ที่มาร่วมงานได้เป็นอย่างดี งานนี้ก็เรียกได้ว่า ทุกคนร่วมเปล่งวาจาสาธุ การกันถ้วนหน้าพร้อมกับรับบุญอิ่มเอิบกลับบ้านกันทุกคน

ขอเชิญศิษยานุศิษย์ร่วมมหาบารมีเป็นเจ้าภาพทอดมหากฐินสามัคคี

ขอเชิญศิษยานุศิษย์ร่วมมหาบารมีเป็นเจ้าภาพทอดมหากฐินสามัคคี และเป็นเจ้าภาพร่วมสร้างพระใหญ่ทำด้วยเนื้อเงินสูง 10 เมตร ประดิษฐานบนยอดดอยบุญคุ้ม ณ วัดดพธิสัตว์ บรรพตนิมิต

ในวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2554 (แรม 1 ค่ำ เดือน 11 )

09.30 ร่วมตักบาตรเทโว ข้าวสารอาหารแห้ง 15 ชุด

11.00 แห่องค์มหากฐิน

12.30 ทอดกฐินสามัคคั

13.39 เทเทองหล่อพระใหญ่

*โปรดแต่งกายสุภาพ ชุดขาว พร้อมรับวัตถุมงคล จากครูบาเจ้าบุญคุ้มเพื่อเป็นศิริมงคล

ว่าด้วยเรื่องของ”กฐิน” นั้นเป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้  โดยคำว่ากฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท  

การได้มาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน[1] ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย

ประเพณีการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนไทยมีมาช้านาน โดยมีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุุุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ในสังฆกรรมสำคัญของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน

กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง 1 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันเพ็ญเดือน 12) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน

จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีกวันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหะพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ไม่ปรากฏประเพณีการทอดกฐินชนิดนี้ในประเทศพุทธเถรวาทประเทศอื่น สำหรับประเทศไทย มีหลักฐานว่ามีการทอดจุลกฐินมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หน้า 268 ว่า “ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒) โปรดให้ทำจุลกฐิน” ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่านั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า “กฐินแล่น” (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)

เค้ามูลของการทำจีวรให้เสร็จในวันเดียว ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถา กล่าวถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้ารับสั่งในคณะสงฆ์ในวัดพระเชตวันร่วมมือกันทำผ้าไตรจีวรเพื่อถวายแก่พระอนุรุทธะผู้มีจีวรเก่าใช้การเกือบไม่ได้แล้ว โดยในครั้งนั้นเป็นงานใหญ่ ซึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงช่วยการทำไตรจีวรด้วย โดยทรงรับหน้าที่สนเข็มในการทำจีวรครั้งนี้ด้วย

สาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องมาจากกำหนดการกรานกฐินนั้นมีระยะเวลาจำกัด และพระสงฆ์ไม่สามารถขวนขวายดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ (เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) จึงอาจมีบางวัดที่ใกล้กำหนดหมดฤดูกฐินแต่ยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวาย) ทำให้ในสมัยก่อนเมื่อใกล้เดือน ๑๒ (หมดฤดูกฐิน) มักจะมีผู้ศรัทธาตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงต้องเร่งรีบขวนขวายจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมกันจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จก่อนหมดฤดูกฐิน (เพราะสมัยก่อนไม่มีผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปสำหรับขาย) การร่วมมือกันจัดทำจุลกฐินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้

คำถวายผ้ากฐินภาษาบาลี แบบเก่า

บทปุพพภาคนมการ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ” (๓ จบ)
กล่าวคำถวายผ้ากฐิน
อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม
ทุติยมฺปิ อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม
ตติยมฺปิ อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม
สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ อมฺหากํ หิตาย สุขาย
กล่าวคำแปล
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ แม้ในวาระที่สอง
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจีวรกฐิน กับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ แม้ในวาระที่สาม
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับ ซึ่งผ้ากฐิน กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญฯ
คำถวายผ้ากฐินภาษาบาลี แบบใหม่
บทปุพพภาคนมการ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ” (๓ จบ)
กล่าวคำถวายผ้ากฐิน
อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม,
สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ, อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ, ปฏิคฺคณฺหาตุ,
ปฏิคฺคเหตฺวา จ, อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ, อมฺหากํ
ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย
กล่าวคำแปล
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินกับทั้งผ้าบริวารนี้ แด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับผ้ากฐิน กับทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้นรับแล้ว จงกรานกฐิน ด้วยผ้านี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญ.
เกร็ดในงานถวายผ้ากฐินในประเทศไทย
๑. สมัยโบราณนิยมแห่ผ้ากฐินไปทอดตามวัดต่าง ๆ โดยอาศัยเรือเป็นสำคัญ การเดินทางไปตามลำน้ำมักมีอันตรายจากสัตว์น้ำต่าง ๆ เนือง ๆ เช่น จระเข้ขึ้นมาหนุนเรือให้ล่ม ขบกัดผู้คนบ้าง คนแต่ก่อนหวั่นเกรงภัยเช่นนี้ จึงคิดอุบายทำธงจระเข้ปักหน้าเรือไปเป็นทำนองประกาศให้สัตว์ร้ายในน้ำ เช่น จระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่และดุร้ายกว่าสัตว์อื่นๆ ในน้ำ ให้รับทราบการบุญการกุศล จะได้พลอยอนุโมทนาและมีจิตใจอ่อนลง ไม่คิดที่จะทำอันตรายแก่ผู้คนในขบวนซึ่งเดินทางไปประกอบพิธีการทางศาสนา

๒. เนื่องจากถือกันว่าดาวจระเข้เป็นดาวสำคัญ การเคลื่อนขบวนทัพในสมัยโบราณต้องคอยดูดาวจระเข้ขึ้น ซึ่งเป็นเวลาจวนสว่างแล้ว การทอดกฐินเป็นพิธีทำบุญที่มีอานิสงส์ไพศาลเพราะทำในเวลาจำกัด มีความสำคัญเท่ากับการเคลื่อนขบวนทัพในชั้นเดิมผู้จะไปทอดกฐินต้องเตรียมเครื่องบริขารและผ้าองค์กฐินไว้อย่างพร้อมเพรียง แล้วแห่ไปวัดในเวลาดาวจระเข้ขึ้น ไปแจ้งเอาที่วัด ต่อมาจึงมีผู้คิดทำธงจระเข้โดยถือว่า ดาวจระเข้เป็นดาวบอกเวลาเคลื่อนองค์กฐิน

๓. มีเรื่องเล่าว่า มีอุบาสกคนหนึ่งนำองค์กฐินแห่ไปทางเรือมีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญในการทอดกฐิน จึงว่ายน้ำตามเรืออุบาสกนั้นไปด้วย แต่ไปได้พักหนึ่งจึงบอกแก่อุบาสกนั้นว่า ตนตามไปด้วยไม่ได้แล้วเพราะเหนื่อยอ่อนเต็มที ขอให้อุบาสกจ้างช่างเขียนภาพของตนที่ธง แล้วยกขึ้นไว้ในวัดที่ไปทอดด้วยอุบาสกรับคำจระเข้แล้วก็ทำตามที่จระเข้สั่ง ตั้งแต่นั้นมาธงรูปจระเข้จึงปรากฏตามวัดต่าง ๆ ในเวลามีการทอดกฐิน

อนึ่ง มีข้อความในจาตุมสูตรตอนหนึ่ง แสดงภัยที่จะเกิดกับพระไว้ ๔ อย่างด้วยกัน ซึ่งเปรียบด้วยภัยที่เกิดแก่บุคคลที่ลงในแม่น้ำหรือทะเล คือ

๑. ภัยเกิดแต่ความอดทนต่อโอวาทคำสอนมิได้ ท่านเปรียบเสมือนคลื่น เรียกว่า อุมฺมิภยํ

๒. ภัยเกิดแต่การเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากมิได้ท่านเปรียบเสมือนจระเข้ เรียกว่า กุมฺภีลภยํ

๓. ภัยเกิดแต่ความยินดีในกามคุณ ๕ ท่านเปรียบเสมือนวังน้ำวน เรียกว่า อาวฏฺฏภยํ

๔. ภัยเกิดแต่การรักผู้หญิง ท่านเปรียบเสมือนปลาร้ายเรียกว่า สุสุกาภยํ

พิจารณารูปธงที่ช่างประดิษฐ์ขึ้น จะเห็นว่ามีภัย ๔ อย่างอยู่ครบ ต่างแต่ว่าเด่นมาก เด่นน้อย หรือเป็นเพียงแทรกอยู่ในความหมายที่เด่นมาก คือ รูปจระเข้ รองลงไปคือ รูปคลื่น ส่วนอีก ๒ อย่างคือ รูปวังน้ำวนและปลาร้าย ปรากฏด้วยรูปน้ำเป็นสำคัญ บางรายเขาเพิ่มธงปลาร้ายขึ้นอีกธงหนึ่ง เรียกว่า “ธงมัจฉา”

ธงรูปจระเข้หรือธงรูปนางมัจฉานี้ ปักไว้ที่หน้าวัด เพื่อแสดงให้ทราบว่าที่วัดนี้ได้มีการทอดกฐินแล้ว ผู้ที่ผ่านไปมาจะได้พลอยอนุโมทนาด้วย

 

ประมวลภาพงานเข้า-ออกนิโรธกรรม ครูบาเจ้าบุญคุ้ม

รายละเอียดการส่งครูบาเข้านิโรธฯ และรับออกนิโรธ วันที่ 28 มิ.ย. 54

อนึ่งว่าการส่งครูบาเจ้าบุญคุ้มเข้านิโรธกรรมนั้น ขอให้ญาติโยมสาธุชน เตรียมเครื่องสักการะดังนี้

วันส่งเข้านิโรธ 28 มิ.ย. 54 เวลา 20.30 น.

1.ผ้าเช็ดหน้า สีขาว 2 ผืน     2.พวงมาลัยดอกไม้สด 3 พวง

3.น้ำผึ้งบริสุทธิแท้ 1 ขวด           4.น้ำเปล่า 1 ขวด

วันรับออกนิโรธกรรม 2 ก.ค. 54 เวลา 06.39 น.

1.ผ้าขาวบริสุทธิยาว 2 เมตร 2 ผืน       2.น้ำผึ้งบริสุทธิแท้ 1 ขวด

3.น้ำอบไทย 1 ขวด                              4.ผ้าไตรจีวร

5.พระพุทธรูปขนาดบูชา 5-9 นิ้ว 1 องค์  6.ดอกบัวหรือพวงมาลัยดอกไม้สด

หนังสือ มนต์พิธี 1 เล่ม

และในวันออกนิโรธกรรมนั้นหลวงพ่อได้ตั้งจิตอธิษฐาน ปลุกเสกพระรูปเหมือนหลวงพ่อ ขนาด 5 นิ้ว

เป็นเนื้อเงินแท้ สนใขเช่าบูขา องค์ละ 4,999 บาท และเหรียญรุ่นมหาเศรษฐีพันล้าน 25 ศตวรรษ

พร้อมทั้งผ้ายันต์ใส่กรอบ สำหรับประจำบ้านเรือน หรือบริษัท ห้างร้านต่างๆเพื่อความเป็นศิริมงคลและเมตาค้าขาย

บูชา ผืนละ 999 บาท นอกจากนี้ รายได้จากการให้เช่าบูชาวัตถุมงคลทั้งหมด หลวงพ่อจะได้นำไปสมทบทุนส้รางเจดีย๋ 12 นักษัตริย์พระธาตุคุ้มสุข

สนใจร่วมบุญหรือเช่าบูชาวัตถุมงคล ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-917-6583 และ 081-857-6523

28 มิ.ย.54ร่วม ส่งครูบาเจ้าบุญคุ้มเข้านิโรธกรรม 20.00 น.

28 มิ.ย.54ร่วม ส่งครูบาเจ้าบุญคุ้มเข้านิโรธกรรม 20.00 น. ตามที่ทางวัดโพธิสัตว์บรรพตนิมิตได้แจ้งข่าว เกี่ยวกับ กำหนดการรับออกนิโรธกรรมของครูบาเจ้าบุญคุ้มปสันโน แห่งวัดโพธิสัตว์บรรพตนิมิตในวันที่ 2 กรกฏาคม 2554 นั้น บัดนี้ ทางวัดใคร่ขอแจ้งข่าวเกี่ยวกับกำหนดการเข้านิโรธกรรม ของครูบาท่าน คือในวันที่ 28 มิถุนายน 2554 เวลา 20.00 น.นั้น เป็นเวลาสำคัญที่ครูบาเจ้าบุญคุ้มจะเข้านิโระกรรม อนึ่งว่าการเข้านิโรธกรรมเป็นตามแบบของหลวงปู่ครูบาศรีวิชัยลักษณะเป็นการกักตัวแต่ว่าอยู่ด้วยอำนาจสมาธิของตน พิธีการนิโรธกรรม เป็นการตั้งจิตใจให้มั่นคงจากนั้น ภายใน 3-5-7-9 วัน จะไม่ฉันอาหาร ฉันเพียงแต่น้ำที่อยู่ในบาตร
ขังตัวเองอยู่ในกุฏิหรือกระท่อมที่จัดสร้างขึ้นกว้าง 5 วา ยาว 5 วา มีประตูปิดเปิด
ความหมายการเข้านิโรธกรรม คือ
เข้า 3 วัน เปรียบหมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เข้า 5 วันคือพระเจ้าห้าพระองค์ พระกะกุสันโธ โกนาคะมะโน กัสสะโป โคตะโมอริยเมตเตยโย
เข้า 7 วัน คือ พระอภิธรรม 7 คัมภีร์ สังวิทา ปุกะยะปะ
เข้า 9 วัน คือ พระนวโลกุตรธรรมเจ้าเก้าประการ มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ดับตัณหาได้สิ้นเชิง
อันหมายถึงพระนิพพาน เป็นคุณสมบัติของพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายและเป็นที่ปรารถนาของนักปฏิบัติที่ พึงเข้าถึงให้ได้การปฏิบัติเข้าออกนิโรธกรรม ดังนั้นผู้ใดได้ ร่วมส่ว พระสงฆ์เข้านิโรธกรรมและ ได้ตักบาตร พระสงฆ์ที่ออกนิโรธกรรม นั้น ถือได้ว่า มีกุศล เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นครูบาเจ้าบุญคุ้ม จึงขอประกาศเชิญชวนญาติโยมสานุศิษย์ทั้งหลายร่วมกิจกรรมดังกล่าวโดยพร้อมเพรียง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.081-917-6583